News UPDATE !


 Side Menu


 Side Page
 สถิติวันนี้ 19 คน
 สถิติเมื่อวาน 98 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
2099 คน
24973 คน
95307 คน
เริ่มเมื่อ 2010-10-09


บนเส้นทางเส้นนี้ เราลุยด้วยกัน อยู่เคียงข้างกันเสมอ

 
 ถ้าคุณชอบท่องเที่ยวและขับรถ "ล้อตะลุยดอทคอม" เป็นเวบท่องเที่ยวทริปเล็กๆ ทั้งในและนอกประเทศ โดยใช้รถของสมาชิกเองเป็นหลัก แชร์ค่าใช้จ่ายแล้วไปเที่ยวร่วมกัน แวะตรงไหนก็ได้ ไม่อึดอัดเหมือนไปเที่ยวด้วยบริษัททัวร์ เราไปกันไม่เยอะนะคะ บางครั้งก็ไม่เกิน 10 คัน เพื่อสะดวกในการดูแลกันและกันค่ะ

 


     

ล้อตะลุยดอทคอม  ยินดีต้อนรับค่ะ   เว็บเราเป็นเว็บเล็กๆที่สมาชิกมารวมตัวกัน เป็นเพื่อนกัน ต่างรุ่นต่างวัย แต่เราก็เป็นเลือดล้อตะลุย เรามีกิจกรรมร่วมกัน  ร่วมทำบุญ  ร่วมบริจาค  ช่วยเหลือกีนและกัน  แลกความรู้  นัดทานอาหาร  นัดท่องเที่ยวอยู่เสมอๆ   
            ชื่อ ก็บอกอยู่แล้วว่า "ล้อตะลุย" เราจึงเป็นกลุ่มรักรถและรักการท่องเที่ยวแบบอิสระ ไม่จำกัดรุ่นและยี่ห้อ ไม่ยึดติดกับการนั่งเครื่องบินหรือทัวร์ซ๊ำๆ  แต่อาศัยล้อรถเราพร้อมกับประสบการณ์ที่ผ่านๆมาออกเดินทางทั้งในและนอกประเทศอยู่เสมอ   และทุกครั้งล้วนแต่มีความประทับใจ และก่อกำเนิดไมตรีระหว่างกัน     จากครอบครัวเล็กๆเราจึงมีเพื่อนใหม่ๆอยู่เสมอที่เข้าร่วมเป็นครอบครัวเรา     ผู้ที่ไม่ประสงค์ขับทางไกล เราก็มีบริการรถตู้สะดวกสบายร่วมขบวนไปด้วยค่ะ  .

            ด้วยความสามารถส่วนบุคคลที่ไม่ได้เก่งกาจในทางคอมพิวเตอร์เหมือนกับการขับรถตะลุยไปในทุกที่   เนื้อหาอาจไม่หวือหวาเท่าเวบใหญ่ๆ  แต่รับรองค่ะว่าถึงเวลาที่เราตะลุย  แจ้งข่าวในนี้เราทราบกันทุกคน พร้อมพรึ่บๆด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ  เข้ามาเป็นครอบครัวเราสิคะ  

ลมยางมีความสำคัญอย่างไร
ลมยางนับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากต่อการทำหน้าที่ของยางรถยนต์  เพราะลมจะทำให้ยางสามารถคงรูปร่างและยึดติดกับกระทะล้อ และรับน้ำหนักบรรทุกได้     นอกจากนี้ลมยังช่วยให้หน้ายางสามารถคงรูปร่างและยึดติดกับกระทะล้อ และรับแรงสั่นสะเทือนจากการกระแทกของหน้ายางกับผิวถนนที่ไม่เรียบได้ ล  มที่ใช้เติมเข้าไปในยางรถยนต์โดยทั่วไปจะใช้อากาศอัดที่มาจากปั๊มลม ปัจจุบันได้นำแก๊สไนโตรเจนเข้ามาแทนการลมอัดแต่ยังไม่่แพร่หลายนัก เพราะผู้ใช้รถยนต์ต้องจ่ายเงินค่าแก๊สซึ่งยังมีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับลม อัดที่เติมฟรี(ค่าแก๊สไนโตรเจนประมาณ 50 บาทต่อล้อ)

ผลของความดันลมต่อการใช้งานยางรถยนต์
ความดันของลมภายในยางจะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำหน้าที่่ของยางตามปกติแล้วบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์จะกำหนดค่า ความดันลมที่ เหมาะสมกับยางรุ่นนั้นๆมาให้ความดันลมที่เหมาะสมจะทำ ให้ยางมีรูปทรงที่เหมาะสมจะทำให้ยางทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

หากความดันของลมภายในยางมีน้อยเกินไปจะทำให้ยางแบน หน้ายางสัมผัสกับถนนไม่เต็มหน้า ดัง รูป (ซ้าย) ซึ่งจะมีผลให้มีการสึกหรอมากบริเวณไหล่ยาง และทำให้การบังคับเลี้ยวรถทำได้ยากขึ้น (พวงมาลัยหนัก)ชั้นผ้าใบหรือเนื้อยางเกิดการหัก ชำรุดเสียหายเร็วกว่าปกติ ประสิทธิภาพในการรีดน้ำและเกาะถนนลดลง และมีการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง ในทางตรงกันข้าม หากครวามดันยางภายในมากเกินไป จะทำให้แก้มยางสูงและหน้วยางโค้งขึ้น ดอกยางสัมผัสกับผิวของถนนเฉพาะตรงกลางหน้ายาง ซึ่งจะส่งผลให้ยางมีการสึกหรอมากตรงกลางหน้ายางประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ลดลง(พื้นที่สัมผัสลดลง) รถเกิดการลื่นไถลได้ง่าย มีการสั่นสะเทือนมากขึ้น และอาจเกิดการระเบิดของยางได้

ความดันลมยางที่เหมาะสม
ความดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับยางรถยนต์นั่งโดยทั่วไป จะอยู่ที่ประมาณ28-36 ปอนด์/ตร.นิ้ว ส่วนรถกระบะจะอยู่ที่ประมาณ 30-45 ปอนด์/ตร.นิ้ว(ไม่มีการบรรทุก) และประมาณ 35-65 ปอนด์/ตร.นิ้ว(เมื่อมีการบรรทุก)แต่ละยี่ห้อ มีน้ำหนักต่างกัน หรือใช้ยางที่มีขนาดต่างกัน

กรณีที่ขับรถด้วยความเร็วสูงหรือขับรถทางไกลให้เพิ่ม ความดันลมขึ้น 3-5ปอนด์/ตร.นิ้ว จากความดันลมปกติ ทั้งนี้เพื่อเป็นลดการบิดตัวของโครงสร้างยาง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ยางเกิดความร้อน


ขับรถขึ้นเขาอย่างถูกวิธี

- ควรใช้เกียร์ต่ำ ปรับเปลี่ยนเกียร์เมื่อรถเสียกำลังอย่าลากเกียร์จนหมดแรงส่ง ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ให้ใช้เกียร์ 2 ในการขับขึ้นเขาลงเขา และเปลี่ยนไปใช้เกียร์ D บ้าง เมื่อรถอยู่ในทางราบ การขับให้ใช้เกียร์ช่วยตลอดทางเกียร์อัตโนมัติไม่พังง่ายๆ หรอกครับ

- เมื่อขับลงเขาที่ลาดชันมากและยาวไกล ก่อนเข้าโค้งให้เปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง D มา 2 ถ้า 2 ยังเอาไม่อยู่ให้เปลี่ยนมา L แต่อย่าทำขณะฝนตกทางลื่นรถจะเสียการทรงตัว การใช่เกียร์แต่ละเกียร์ควรดูสภาพทางเป็นหลักในการพิจารณา ส่วนเกียร์ธรรมดาการทำงานจะง่ายกว่า มีเกียร์ให้เล่น 5 ตำแหน่ง และมีคลัตช์ช่วยในการส่งกำลังไปยังล้อที่เราต้องการได้ทุกขณะ แต่เกียร์อัตโนมัติบางรุ่นจะทำงานไม่ได้อย่างที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นควรประเมินสภาพทางก่อนใช้เกียร์ดีที่สุด

- การขับเข้าโค้งธรรมดาหรือบนภูเขา ควรมองให้ไกลให้ลึกและให้คนนั่งข้างช่วยดูสภาพทางด้วย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมาให้ใช้วิธีตัดโค้งวิธีนี้จะช่วยให้รถทรงตัวดี, เข้าโค้งได้เร็ว, รถไม่ใช้กำลังมาก ลูกปืนล้อมไม่ทำงานหนัก, ยางก็ไม่ล้มตัวมาก หน้ายางจะสัมผัสผิวถนนได้มากตามไปด้วย แต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมา สมมุติจะเข้าโค้งขวาก่อนเข้าโค้งให้ถอนคันเร่งลง หัดพวงมาลัยไปทางซ้ายนิดหนึ่ง แล้วหัดพวงมาลัยมาทางขวาเพื่อทำโค้งให้กว้างขึ้น ใช้พื้นที่ถนนทุกตารางนิ้ว ถ้ารถจะเลี้ยวซ้ายก็ให้เลี้ยวทางขวานิดหนึ่งแล้วเลี้ยวซ้าย การฝึกใหม่จะรู้สึกฝืนความรู้สึกบ้าง ถ้าขับชำนาญแล้วก็จะชินไปเอง

- การขับรถโค้งต่อเนื่องรูปตัว S มองให้ไกล มองให้ลึก เมื่อแน่ใจว่าทางว่าง ไม่มีรถสวนมาให้ถอนคันเร่งลงแล้วเสียบตัดโค้งในแนวการขับเป็นเส้นตรงที่สุด ง่ายไหม? ...ครับ แต่การขับรถลักษณะนี้ถ้าไม่แน่ใจเส้นทางข้างหน้าหรือทัศนวิสัยไม่ดีควรขับเข้าทางโค้งธรรมดา อยู่ในทางของเราเอง

- การขับรถเข้าโค้งหักศอกขึ้นเขารูปฟันปลา การขับแบบนี้ต้องให้ผู้ช่วยดูรถด้านซ้ายด้วยโดยมองถนนด้านบนก่อนว่าไม่มีรถสวนลงมา กดแตรรถก่อนจะขับขึ้นไป หลักการขับก็เหมือนเข้าโค้งธรรมดา จะเลี้ยวซ้านก็หัดพวงมาลัยไปทางขวาก่อนแล้วหักพวงมาลัยไปทางซ้ายเข้าโค้งเมื่อรถเข้าโค้งล้อหน้าจะเกิดแรงต้าน รถต้องใช้กำลังมาก ทำให้รถรถขับขึ้นได้ช้า ควรคืนพวงมาลัยกลับมาบ้าง และเร่งเครื่อง ทำแบบนี้เป็นจังหวะไปมาจนพ้นโค้ง การขับลงโค้งแบบนี้อย่าใช้ความเร็ว ควรลงช้าๆ ใช้เบรกช่วยชะลอความเร็วแต่อย่าเหยียบแรง ท้ายรถจะปัด ยิ่งหน้าฝนท้ารถจะปัดได้ง่าย ถ้าท้ารถปัดรถจะเสียการทรงตัว ให้หักพวงมาลัยไปทิศทางท้ายรถ เช่น เลี้ยวซ้ายท้ายรถปัดไปทางขวาก็ให้หักพวงมาลัยไปทางขวา เมื่อรถทรงตัวได้แล้วบังคับให้บังคับรถไปในทิศทางที่ต้องการ ถ้าเอาไม่อยู่ให้เลือกทางภูเขาไว้ก่อน อย่าเลือกทางหน้าผาก็แล้วกัน

- การเพิ่มระยะทางการเบรก การเบรกรถกะทันหัน รถเราอาจไปชนรถข้างหน้า ควรเลี้ยวรถดึงพวงมาลัยไปทางไหล่าทาง หรือมีพื้นที่เพื่อเพิ่มระยะทางการเบรก

- การขับรถบนภูเขาที่มีทางคดเคี้ยวไปมาเป็นเวลานานๆ เมื่อถึงทางตรงลงเขายางไกล คนขับส่วนมากจะขับเร็วรถมาก อันตรายมากนะครับทางแบบนี้ น้ำหนักรถ ความเร็ว ระยะทางถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เช่น มีรถ, คน, ฯลฯ ขึ้นจากข้างทางหักหลบไม่พ้นแน่ ถึงจะหักหลบได้แต่รถต้องเกิดอะไรแน่นอน ไม่พลิกคว่ำ แหกข้างทางเข้าป่า หรือไม่ก็ชนรถที่วิ่งสวนมา

- การขับในทัศนวิสัยไม่ดี ทางโค้งแคบที่มีสันเขาบังสายตา ควนเข้าโค้งแบบธรรมดา ต้องบีบแตรส่งสัญญาณุกครั้งก่อนจะเข้าโค้งเพื่อป้องกันรถที่วิ่งสวรมา เนื่องจากคนที่ขับรถเจ้าถิ่นบนภูเขาเป็นประจำจะขับรถตัดโค้ง

- ทางลูกรังหรือทางที่มีหินลอย ทางแบบนี้ถือได้ว่าเป็นทาง ''ปราบเซียน'' กลิ้งกันมาหลายคันครับ การที่ล้อรถลอยตัวขณะวิ่งเข้าโค้งเราไม่สามารถบังคับได้อย่างที่ต้องการ และการที่เราไม่คุ้นเคยกับเส้นทางมาก่อนก็ไม่ควรขับรถด้วยความเร็วสูง


ยางเสียงดัง

ผู้ขับขี่รถยนต์หลายท่านที่มักจะเกิดความไม่มั่นใจในการทรงตัวของรถยนต์ขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงดังขณะที่เลี้ยวรถ เพราะคิดว่าเสียงดังเอี๊ยดที่ได้ยินนั้นเกิดจากการลื่นไถลของยางเป็นสำคัญ เสียงที่เกิดขึ้นและความเชื่อดังกล่าวนี้เอง ทำให้ผู้ผลิตยางพยายามอย่างยิ่งที่จะหาทางลดการเกิดเสียงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ก่อนอื่นต้องทราบกันก่อนว่าเสียงที่ดังขึ้นมานั้นเกิดจากอะไร และส่งผลอะไรบ้าง เพราะตามสภาพการใช้งานที่เกิดขึ้นยางมีหน้าที่รับการถ่ายทอดกำลังงานจากเครื่องยนต์ลงสู่พื้นดิน และต้องรับน้ำหนักที่เกิดขึ้นทั้งหมดบนตัวรถ การหมุนไปบนพื้นถนนของยางก็คือ การเสียดสีกันระหว่างยางและพื้นถนนนั่นเอง

หากการหมุนของยางเป็นไปในทิศทางตรงๆ เสียงที่ดังก็จะเกิดขึ้นจากการขยับตัวของเนื้อยาง ซึ่งจะดังมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการออกแบบร่องดอกยางเป็นสำคัญ ยางที่ได้รับการออกแบบร่องดอกตามแนวเส้นรอบวงและมีร่องดอกเล็กละเอียดจะมีเสียงเกิดขึ้นน้อย หรือหากเกิดเสียงขึ้นมาก็จะเป็นเสียงในโทนเสียงสูง ซึ่งยากต่อการได้ยิน

ในขณะที่ยางมีร่องดอกกว้างหรือมีร่องดอกแนวขวางกับหน้ายางมากๆ จะทำให้เกิดเสียงในโทนเสียงต่ำซึ่งสามารถได้ยินชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้เสียงดังกล่าวยังสัมพันธ์กันกับความแข็งหรืออ่อนของโครงสร้างแก้มยางด้วยเสียงประเภทนี้มักจะสร้างเพียงแค่ความรำคาญ หรือสร้างความไม่สบายในการขับรถ เพราะเสียงยางรบกวนสมาธิหรือไปดังกลบเสียงเพลงจากเครื่องเสียงประจำรถเป็นส่วนใหญ่

เสียงที่เกิดขึ้นขณะเลี้ยวนั้นจะเกิดขึ้น เพราะการเสียดสีในลักษณะการวางขวางของการหมุนรอบตัวเอง ของยาง ทำให้หน้ายางเกิดการบดกับพื้นถนนอย่างรุนแรงเสียงประเภทนี้จะดังมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับรถ , น้ำหนักที่บรรทุก, ส่วนผสมของเนื้อยางและทิศทางการขวางกับการหมุนของยาง ซึ่งหากเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยวรถ อย่างรุงแรงที่มีความสูงจนแก้มยางถูกกดลงไปบดกับพื้นถนนทำให้เกิดเสียงขึ้นมาหลายครั้ง สามารถเห็นรอยการเสียดสีกับแก้มยางกับพื้นถนนได้อย่างชัดเจน
เสียงที่เกิดจากสาเหตุประการหลังๆ นี้ ผู้ขับขี่ต้องระมัดระวังการขับขี่ต้องลดลงความเร็วในขณะเลี้ยวโค้งลง มิฉะนั้นอาจจะส่งผลกระทบไปถึงการทรงตัวของรถได้ครับ

ถ้าเป็นยางที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว อาการเสียงดังเกิดได้ดังนี้

1.เกิดจากห้นาสัมผัสยางเกิดอาการสึกของดอกยางไม่สม่ำเสมอ หรือเรียกง่ายๆว่ากินยาง

2.เกิดจากยางหมดสภาพเนื้อยางแข็งกระด้าง

3.เกิดจากยางมีร่องดอกกว้างหรือมีร่องดอกแนวขวางกับหน้ายางมากๆ

ข้อมูลและแหล่งที่มา จาก : http://www.nvyangyont.com


                

Copyright (c) 2010 by Lortaluy.com